เขียนเกินทีเดียว งานขายพัง: 5 เครื่องมือนับคำที่นักเขียนโฆษณาแนะนำให้ลอง

17

เผยแพร่เมื่อ

คนที่มองว่าเรื่องนับคำเป็นงานจุกจิก มักไม่เคยเจอของจริงในหน้างานขาย ข้อความยาวไป 1 บรรทัด เฮดไลน์โดนตัด โฆษณาดูแน่นเหมือนยัดของลงถุงพลาสติกเกินขนาด แล้วคนก็ไม่คลิก เจ็บกว่านั้นคือหลายทีมยังคิดว่าเขียนให้ครบๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยตัดทีหลัง ผลคือเสียเวลาสองรอบ และได้ copy ที่อ้วนแต่ไม่มีแรงส่ง

ปัญหาคือเวลาคนค้นหา เครื่องมือนับคำ มักเจอแต่เว็บที่ “นับได้” แล้วก็จบ ไม่มีใครบอกว่าคนเขียนโฆษณาต้องดูมากกว่าจำนวนคำ ต้องดูตัวอักษร ความยาวประโยค จังหวะการอ่าน และข้อจำกัดของแต่ละช่องทางด้วย ถ้าคุณกำลังหัวเสียกับการไล่เปิดหลายแท็บเพื่อนับคำ นับตัวอักษร แล้วกลับมาแก้ประโยคใหม่ วนอยู่แบบนี้ บทความนี้เขียนมาเพื่อหยุดความเสียเวลานั้น

นับแค่คำอย่างเดียว ไม่พอสำหรับงานขาย

นักเขียนโฆษณาไม่ได้แพ้เพราะเขียนไม่เก่งเสมอไป หลายครั้งแพ้เพราะไม่คุม “ขนาด” ของข้อความให้พอดีกับพื้นที่จริง งานหนึ่งชิ้นอาจต้องผ่านหลายด่าน ตั้งแต่หัวข้ออีเมล พรีเฮดเดอร์ แคปชัน โฆษณา เสิร์ชแอด ไปจนถึงหน้าแลนดิ้งเพจ แต่ละจุดใช้หน่วยไม่เหมือนกัน บางจุดคุมเป็นคำ บางจุดคุมเป็นตัวอักษร บางจุดคุมด้วยความลื่นในการอ่าน

ข้อมูลดิบที่คนทำโฆษณาเจอกันทุกวันมันไม่ได้สวยงามตามตำรา เช่น Google Ads กำหนด headline ได้สูงสุด 30 ตัวอักษรต่อช่อง และ description ได้ 90 ตัวอักษรต่อช่อง ส่วน X จำกัด 280 ตัวอักษรต่อโพสต์ แค่นี้ก็ชัดแล้วว่าเว็บนับคำแบบพื้นๆ อาจช่วยได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะของจริงคุณต้องสลับมองทั้ง words, characters และ spacing ไปพร้อมกัน

ความพังคือคนจำนวนมากเลือกเครื่องมือผิดงาน ใช้ตัวที่นับคำเก่ง แต่ไม่เห็นตัวอักษร ใช้ตัวที่เห็นตัวอักษร แต่ไม่ช่วยจับประโยคยาวอืด สุดท้าย copy ที่ควรคมกลับฟุบ เพราะมัวเสียเวลาเช็กของพื้นฐานแทนที่จะไปขัดคำขายให้แม่นขึ้น

กรอบคิด 3 ชั้นก่อนเลือกตัวช่วยนับคำ

ก่อนจะไล่รายชื่อเครื่องมือ ผมอยากตัดความเชื่อผิดๆ ก่อนว่าไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกงาน ถ้ามีคนบอกว่ามี เขาพูดง่ายเกินไป งานเขียนขายไม่ใช่ข้อสอบปรนัย มันคือการคุมข้อจำกัดหลายชั้นพร้อมกัน ผมใช้กรอบคิดสั้นๆ เรียกว่า “นับ-บีบ-เช็ก” เพื่อไม่ให้หยิบเครื่องมือมั่ว

1) นับ: คุณกำลังคุมคำ หรือคุมตัวอักษร

ถ้าเป็นบทความ บรีฟ SEO หรือสคริปต์ วัดเป็นคำมักพอ แต่ถ้าเป็นโฆษณา เสิร์ชแอด แคปชันสั้น หรือชื่อหัวข้ออีเมล การนับตัวอักษรสำคัญกว่า เพราะพื้นที่แสดงผลคือของจริง ไม่ใช่จำนวนคำบนกระดาษ

2) บีบ: คุณต้องย่อข้อความ หรือแค่เช็กความยาว

บางงานไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลข แต่ต้องรู้ว่าประโยคไหนฟุ่มเฟือย ถ้าเครื่องมือบอกได้แค่ว่า “120 คำ” มันยังไม่ช่วยให้คุณตัดส่วนเกินออก เครื่องมือที่ดีสำหรับ copywriter ควรทำให้เห็นจุดอืด ไม่ใช่แค่นับอย่างเดียว

3) เช็ก: เครื่องมือนั้นอยู่ตรงไหนใน workflow

ถ้าคุณเขียนใน Google Docs ทั้งวัน เครื่องมือที่ต้องคัดลอกไปวางตลอดจะเริ่มน่ารำคาญเร็วมาก แต่ถ้าคุณต้องเช็กข้อความสั้นๆ แบบฉาบฉวย เว็บที่เปิดปุ๊บรู้ผลปั๊บกลับเร็วกว่า การเลือก เครื่องมือนับคำ จึงไม่ใช่เรื่องฟีเจอร์อย่างเดียว มันคือเรื่องจังหวะทำงานด้วย

5 ตัวที่นักเขียนโฆษณาแนะนำให้ลองจริง

ด้านล่างนี้ไม่ใช่ลิสต์ยาวแบบกวาดทุกเว็บที่หาเจอ แต่เป็นชุดเครื่องมือที่มีบทบาทคนละแบบ และใช้ได้จริงกับงานขาย งานคอนเทนต์ และงานเขียนที่ต้องคุมพื้นที่ให้แม่น

Google Docs

ถ้าคุณต้องเขียนยาว แล้วอยากเห็นตัวเลขแบบไม่สะดุด flow นี่คือตัวเริ่มต้นที่ดีมาก ฟังก์ชัน Word count ใน Google Docs ดูได้ทั้งจำนวนคำ หน้า และตัวอักษร แถมยังนับเฉพาะข้อความที่ไฮไลต์ได้ด้วย จุดนี้คนเขียนโฆษณาชอบมากเวลาต้องลองหลายเวอร์ชันของพาดหัวหรือ CTA ในเอกสารเดียว

ข้อดีคือมันไม่บังคับให้คุณออกจากงานเขียนไปเช็กที่อื่น แต่ข้อเสียก็ชัด ถ้าคุณต้องตรวจข้อความสั้นๆ เร็วๆ หรืออยากดูสัญญาณเรื่องความอ่านง่าย มันยังไม่พอ Google Docs เหมาะกับช่วงร่างและรีไรต์ มากกว่าช่วงบีบข้อความให้คมจัด

Microsoft Word

หลายคนมองว่า Word เชย ทั้งที่ในงานจริงมันยังโหดเรื่องการนับรายละเอียด Word แสดงได้ทั้งจำนวนคำ ตัวอักษรแบบรวมและไม่รวมช่องว่าง ย่อหน้า และบรรทัด สำหรับงานที่ต้องส่งให้ลูกค้า ทีมกฎหมาย หรือทีมบริหาร ตัวเลขพวกนี้มีประโยชน์กว่าที่คิด โดยเฉพาะเวลาต้องคุมขนาดเอกสารอย่างเป๊ะ

ถ้าคุณทำอีเมลยาว บทความขาย หรือสคริปต์ที่ต้องคุมความยาวแบบมีวินัย Word ยังเป็น เครื่องมือนับคำ ที่เสถียรมาก แต่ถ้าโจทย์คือความเร็ว และการเช็กข้อความสั้นหลายชิ้นต่อวัน มันอาจหนักมือเกินไป

WordCounter

นี่เป็นตัวที่คนเขียนหลายสายเปิดติดไว้ เพราะวางข้อความปุ๊บก็เห็นทั้ง word count, character count, sentence count และเวลาที่ใช้ในการอ่านทันที บางเวอร์ชันยังแสดงคำที่ใช้บ่อยและความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดด้วย ซึ่งมีประโยชน์กับงานบล็อกหรือหน้าแลนดิ้งเพจที่ต้องคุมคำซ้ำ

จุดแข็งของ WordCounter คือความเร็วกับภาพรวม คุณจะรู้ทันทีว่าข้อความนี้ยาวเกินไปไหม อ่านนานไปไหม และมีคำบางคำโผล่มาถี่จนเริ่มน่ารำคาญหรือยัง แต่ต้องพูดตรงๆ ว่าอย่าไปหลงกับตัวเลข keyword density มากเกิน งานขายที่ดีไม่ได้ชนะเพราะยัดคำซ้ำ มันชนะเพราะอ่านแล้วอยากทำต่อ

Character Count Online

เวลาคุณทำเฮดไลน์โฆษณา bio โปรไฟล์ แคปชันสั้น หรือปุ่ม CTA ตัวช่วยแบบเน้นนับตัวอักษรโดยตรงมีประโยชน์มาก Character Count Online เป็นสายมินิมอล วางข้อความแล้วเห็นผลเลย ไม่มีของเล่นเยอะให้เสียสมาธิ

เสน่ห์ของมันอยู่ที่ความไว งานบางชิ้นไม่ต้องการ dashboard สวยๆ แค่ต้องรู้ว่า 31 ตัวอักษรยาวเกินข้อจำกัดหรือยัง ในจังหวะนั้นเครื่องมือเรียบๆ แบบนี้ชนะของใหญ่ เพราะมันตัดขั้นตอนออกหมด และนั่นแหละคือสิ่งที่ copywriter ต้องการในวันที่แก้งานรอบห้า

Hemingway Editor

ตัวนี้ไม่ใช่ เครื่องมือนับคำ แบบตรงๆ อย่างเดียว แต่มันมีประโยชน์ในจุดที่หลายคนมองข้าม คือช่วยจับประโยคที่ยาว อ้อม และอ่านเหนื่อย งานเขียนโฆษณาจำนวนมากไม่ได้พังเพราะเกินคำ แต่มันพังเพราะคนอ่านต้องออกแรงเกินจำเป็น Hemingway จะชี้ให้เห็นประโยคซับซ้อน คำวิเศษณ์เยอะ และ passive voice ที่ทำให้ข้อความอ่อนแรง

ถ้าคุณมีนิสัยเขียนยาวเพราะกลัวข้อมูลไม่ครบ ตัวนี้จะช่วยดึงคุณกลับมาที่แก่นของข้อความ มันไม่ได้ทำให้ copy ดีขึ้นเอง แต่ทำให้คุณเห็นขยะในประโยคตัวเองเร็วขึ้น ซึ่งบางครั้งนั่นคุ้มกว่าฟีเจอร์นับคำเสียอีก

ถ้าจะเลือกแค่ตัวเดียว ให้เลือกตามงาน ไม่ใช่ตามกระแส

เพื่อให้ใช้งานได้ทันที ลองจับคู่แบบนี้ก่อน แล้วค่อยปรับตามนิสัยการทำงานของคุณ

  • ถ้าเขียนบทความหรือสคริปต์เป็นหลัก: ใช้ Google Docs หรือ Word เป็นฐาน
  • ถ้าทำหน้าเซลส์เพจหรือบทความ SEO: ใช้ WordCounter เช็กความยาวและคำซ้ำเพิ่ม
  • ถ้าทำเฮดไลน์ แอด แคปชันสั้น: ใช้ Character Count Online จะเร็วกว่า
  • ถ้าคุณชอบเขียนอ้อม: ปิดงานด้วย Hemingway Editor อีกรอบ

สิ่งที่ผมเห็นบ่อยคือคนใช้เครื่องมือใหญ่กับงานเล็ก และใช้เครื่องมือเล็กกับงานที่ซับซ้อนเกินมันรับไหว สุดท้ายเลยหงุดหงิดทั้งวัน ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของตัวเอง แต่อยู่ที่หยิบอาวุธผิดชิ้น

ตัวเลขช่วยได้ แต่ห้ามเชื่อมันจนตาบอด

ประโยค 8 คำอาจขายไม่ได้เลยก็ได้ ถ้ามันไม่มีแรงดึง ไม่มีคำกริยาที่ชัด และไม่มีเหตุผลให้คนอ่านขยับต่อ ตรงกันข้าม ประโยคที่ยาวขึ้นนิดหนึ่งอาจชนะ เพราะมันเล่า pain point ได้คมกว่า นี่คือเหตุผลที่นักเขียนโฆษณาเก่งๆ ไม่ได้ใช้ เครื่องมือนับคำ เพื่อทำตามตัวเลข แต่ใช้เพื่อบังคับให้ตัวเองตัดส่วนเกิน แล้วเก็บพื้นที่ไว้ให้ข้อความที่มีแรงจริง

ถ้าคุณจะเริ่มวันนี้ เริ่มจากเลือกมา 2 ตัวก็พอ ตัวหนึ่งไว้ร่าง ตัวหนึ่งไว้บีบข้อความ จากนั้นหยิบงานเก่าของตัวเองมาลองเช็กใหม่ คุณจะเห็นทันทีว่าหลายชิ้นไม่ได้ต้องเขียนเพิ่ม แค่ต้องตัดให้เลือดหยุดไหล แล้วคำถามคือ ตอนนี้งานของคุณยาวเกินเพราะข้อมูลแน่นจริง หรือยาวเพราะยังไม่กล้าฟันทิ้ง?